ติดต่อบริษัท | แผนที่ website      

คำถามงานประชุมผู้ถือหุ้น

 

 คำถามงานประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2562
Q : จาก GDP ปีนี้ที่จะลดลงจากร้อยละ 4.1 เป็นร้อยละ 3.8  จะกระทบกับบริษัทอย่างไร ?
A : ภาวะเศรษฐกิจในประเทศไทยมีการขึ้นลงโดยตลอด และเนื่องจากเป็นเพียงตัวเลขประมาณการ บริษัทจึงยังไม่สามารถคาดการณ์ถึงผลกระทบที่จะเกิดกับบริษัทได้ในขณะนี้ ทั้งนี้บริษัทได้ผ่านประสบการณ์เหล่านี้มาแล้วโดยในฐานะผู้ผลิตจะตั้งมั่นในการบริหารงานให้เต็มที่
Q : จากรายงานความยั่งยืน บริษัทมีความเสี่ยงอะไรบ้าง ?  และจากสถิตการเกิดอุบัติเหตุขั้นหยุดงาน 2 ครั้ง นั้นมีความเสียหายอย่างไร ?
A : บริษัทให้ความสำคัญด้านความเสี่ยง โดยการตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง มีการประชุมทุก 6 เดือน เพื่อประเมินความเสี่ยงในสถานการณ์ต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ ด้านภัยพิบัติ  ความเสี่ยงด้านการเงิน เช่น ค่าเงินบาท บริษัทมีการทำ forward contact โดยใช้การ Natural Hedging เป็นการนำรายรับที่เป็นเงินสกุลต่างประเทศกับรายจ่ายที่ต้องจ่ายตามสกุลเงินต่างประเทศมาหักกลบให้สมดุลกัน และซื้อประกันความเสี่ยงจำนวน 50%  ของ มูลค่าที่ต้องจ่ายเงิน

ประเด็นการเกิดอุบัติเหตุขั้นหยุดงาน เป็นอุบัติเหตุบาดแผลเล็กน้อยที่เกิดกับพนักงาน โดยแพทย์วินิฉัยให้หยุดงานเฉพาะพนักงานที่เกิดอุบัติเหตุเท่านั้น

Q :
  1. เนื่องจากได้ทราบข่าวค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นจะมีการย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นๆ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม จะมีผลกระทบกับบริษัทอย่างไร ?
  2. ในอนาคต ค่ายรถยนต์ต่างๆ มีการปรับยอดการผลิตในประเทศไทยลงบ้างหรือไม่ ?
  3. จากการที่จะมีการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต จะทำให้มีคู่แข่งและผลกระทบด้านส่วนแบ่งทางการตลาดกับบริษัทอย่างไร ?
A :          1.การที่ค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นไปตั้งฐานการผลิตในประเทศต่างๆ นั้นมีอยู่แล้ว และจากการคาดการณ์จะมีการขยายตัวด้านเศรษฐกิจมากขึ้นในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้มีการเพิ่มการลงทุนเพื่อขยายฐานการผลิตในประเทศต่างๆ รวมถึงประเทศไทยด้วย กลุ่มสแตนเลย์ก็มีการลงทุนตั้งบริษัทในประเทศเหล่านี้ไว้แล้ว  อย่างไรก็ตามจากพิจารณาสภาพโครงสร้างพื้นฐาน และ Supply chain ในประเทศไทยแล้วถือว่ามีการบริหารจัดการที่ดีในการรองรับการผลิตในประเทศ  ทั้งนี้กลุ่มสแตนเลย์มีการวางแผนจะลงทุนขยายกิจการมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบอาเซียน ซึ่งจะรองรับการผลิตชิ้นส่วนในประเทศเพื่อส่งออกไปประกอบในต่างประเทศได้อีกด้วย

          2. ข้อมูลจำนวนการผลิตในอนาคตของแต่ละค่ายรถยนต์แตกต่างกันไปตามรุ่นที่ผลิต  และรูปแบบการผลิตก็มีความหลากหลาย อาทิ ผลิตในประเทศเป็นชิ้นส่วนแล้วส่งออกไปประกอบในต่างประเทศ การย้ายฐานการผลิตของค่ายรถยนต์อาจทำให้เกิดการปรับลดการผลิตในประเทศไทยหรือปรับเพิ่มขึ้นได้ในบางรุ่นของรถยนต์  อย่างไรก็ตามค่ายรถยนต์ยังมีแนวคิดให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออก และจากข้อมูลการผลิตในปีที่ผ่านมายังมีในระดับสูง ดังนั้นพอจะสรุปได้ว่า ภาพรวมการผลิตในประเทศไทยยังมีแนวโน้มที่สูงขึ้นได้  แต่อาจจะต้องพิจารณาปัจจัยการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจเป็นส่วนประกอบ

การใช้คำว่า การย้ายฐานการผลิต อาจทำให้เข้าใจในเชิงลบกับประเทศไทย อันที่จริงเป็นการตั้งฐานการผลิตใหม่เพื่อรองรับความต้องการใช้รถยนต์ในแต่ละประเทศ  เหมือนกับที่สมัยก่อนมีการผลิตในประเทศญี่ปุ่น และค่ายรถยนต์ก็มีการมาลงทุนตั้งฐานการผลิตใหม่ในประเทศไทย เนื่องจากมีความต้องการใช้รถยนต์และคุ้มค่ากับการลงทุนเป็นฐานการผลิต

Q : ปัจจุบันบริษัทมีคณะกรรมการชุดย่อยจากกรรมการอิสระเป็นเพียงชุดเดียวคือคณะกรรมการตรวจสอบ  จึงขอสอบถาม บริษัทมีการบริหารความเสี่ยงอย่างไร?  และ มีแนวคิดที่จะจัดตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงที่ประกอบด้วยกรรมการอิสระเพิ่มขึ้นหรือไม่ / อย่างไร ?
A : ปัจจุบันบริษัทมีการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเป็นการภายในยังไม่มีกรรมการอิสระมาร่วมเป็นคณะทำงาน จากคำแนะนำนี้ บริษัทจะนำไปพิจารณาต่อไป

ทั้งนี้บริษัทมีแนวคิด จากลักษณะของแต่ละธุรกิจจะมีประเภทและระดับความเสี่ยงแตกต่างกัน  ระดับการควบคุมได้โดยผู้บริหารหรือหากเกินความสามารถของผู้บริหารก็จำเป็นต้องมีผู้มีความสามารถมาช่วยทำงาน

Q : 1.จากหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 9   หน้า 51  เรื่องสินค้าคงเหลือ  ซึ่งแสดงค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยโดยผู้สอบบัญชีระบุในรายงานผู้สอบบัญชีหน้า 18 ว่าบันทึกจากประสบการณ์ของผู้บริหารและจากยอดขายที่ผ่านมา โดยสินค้าที่ไม่เคลื่อนไหวเกิน 12 เดือน จะบันทึกเป็นต้นทุน 100%  ซึ่งมีรายการงานระหว่างทำ มูลค่า 5 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าปีที่แล้วซึ่งมีจำนวน 2 ล้านบาท และมูลค่านี้จะเป็นต้นทุนทั้งหมดใช่หรือไม่ ขอให้อธิบาย ?

2. จากหมายเหตุประกอบงบการเงิน หน้า 78  เรื่องหนี้สินที่อาจจะเกิดในอนาคต ที่บริษัทต้องจ่ายค่าภาษีอากรต่อกรมสรรพากร จากคดีภาษีเงินได้สำหรับกิจการที่ได้รับส่งเสริมการลงทุน  ซึ่งบริษัทได้บันทึกเป็นหนี้สินทั้งหมดแล้ว อยากทราบว่าในอนาคตจะมีกรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีกหรือไม่ ?

A :      จากกรณีคดีกับกรมสรรพากร เป็นการยื่นฟ้องจากบริษัท เป็นคดีที่เกิดมาประมาณ 10 ปีแล้ว  โดยเป็นการที่บริษัทมีการปฎิบัติไปแล้วตามข้อกำหนดของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ขัดกับข้อกำหนดของทางกรมสรรพากรซึ่งออกมาทีหลัง   และสุดท้ายศาลฎีกามีคำสั่งยกฟ้อง ซึ่งบริษัทได้ยอมรับคำสั่งดังกล่าวและมีการบันทึกค่าใช้จ่ายทั้งหมดไว้แล้ว

ปัจจุบันบริษัทมีความระมัดระวังอย่างมากในเรื่องที่เกี่ยวข้องลักษณะนี้  และ กรมสรรพากร ก็มีการปรับเปลี่ยนการทำงานในการติดต่อปรึกษาหารือกันมากขึ้น  บริษัทยังไม่สามารถรับรองว่าจะมีเหตุการณ์เช่นนี้อีกหรือไม่ แต่จะใช้หลักความระมัดระวังให้มีความถูกต้องมากที่สุด

สำหรับประเด็นสินค้าคงเหลือที่ไม่เคลื่อนไหวใน 1 ปี บริษัทยึดหลัก conservative จึงมีนโยบายจะตั้งเป็น provision ไว้ก่อน ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์ในด้านเป็นงบการเงินที่ถูกต้อง โดยก่อนตั้งเป็นค่าใช้จ่ายจะมีการร่วมพิจารณากันก่อนกับฝ่ายขายด้วย

สำหรับงานระหว่างทำที่สูงขึ้นจาก งานระหว่างทำแม่พิมพ์ ซึ่งบางครั้งมีค่าใช้จ่ายเกินกว่าที่ตั้งประมาณการไว้จากค่า modify  เราจะบันทึกไว้เป็นค่าใช้จ่ายด้วยเช่นกัน

Q :
  1. ขอให้อธิบาย ลักษณะ การลงทุนในบริษัท เวียตนามสแตนเลย์ อิเลคทริค จำกัด และ ทำไมผู้สอบบัญชีต้องมีการคิดค่าบริการสอบทานงบการเงินของเวียตนามสแตนเลย์
  2. จากหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 25 เรื่องกำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน ขอคำอธิบายความแตกต่างของตัวเลขกำไร จากงบการเงินที่แสดงเงินลงทุนตามวิธีส่วนได้เสีย เท่ากับ 25.81 บาทต่อหุ้น กับ งบการเงินเฉพาะกิจการ เท่ากับ 23.38 บาท ต่อหุ้น
A :  การลงทุนในบริษัท เวียตนามสแตนเลย์ อิเลคทริค จำกัด  เป็นการลงทุนในหุ้น 20%

จากงบกำไรขาดทุนแสดงมูลค่าส่วนแบ่งผลกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้า 316.18 ล้านบาท ซึ่งเป็นการแบ่งกำไรของเวียตนามสแตนเลย์มาบันทึก จึงต้องให้ PWC ที่เวียตนามทำการตรวจสอบงบการเงินของ เวียตนามสแตนเลย์ ตามมาตรฐานบัญชีของไทย จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายเรียกเก็บมาจาก บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด จากประเทศเวียตนาม

สำหรับความแตกต่างระหว่างงบวิธีส่วนได้เสียกับงบเฉพาะกิจการ โดยงบตามวิธีส่วนได้เสีย จะมีการบันทึกกำไรของเวียตนาม เข้ามาทำให้กำไรสูงกว่า งบเฉพาะกิจการ

Q : จากหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 9 หน้า 51 เรื่องสินค้าคงเหลือ  แจ้งบริษัทมีการบันทึกค่าเผื่อสินค้าล้าสมัยและเคลื่อนไหวช้า 6.65 ล้านบาท และกลับรายการค่าเผื่อสินค้าสมัยและเคลื่อนไหวช้า จำนวน 9.19 ล้านบาท นั้น

  1. ขอสอบถามการกลับรายการดังนี้

    – เป็นสินค้าสำเร็จรูปใช่หรือไม่ ?

    – เป็นการกลับรายการด้วยวิธีการใด  (ทำลายทิ้ง ขายเป็นเศษซาก) ?

      2.การตั้งสำรอง 6 ล้านบาท เป็นสินค้าประเภทใด  เนื่องจากมูลค่าการตั้งในปีที่แล้ว แค่ 0.47 ล้านบาทและกลับรายการ มูลค่า 22.27 ล้านบาท ซึ่งมูลค่ามีความแตกต่างกันมาก

A :  1.การกลับรายการ 9 ล้านบาท โดยการทำลายทิ้ง  ส่วนการตั้งสำรอง 6 ล้านบาทเป็นการบันทึกมูลค่าแม่พิมพ์

2.จากการยึดหลัก conservative ทำให้บริษัทมีการบันทึกบัญชีสินค้าที่มีตัวตนและมีมูลค่าจริงเสมอ

Q : การตั้งสำรองและการกลับรายการจะน่ามีเกิดขึ้นทุกปี เนื่องจากมีชิ้นงานบางส่วนติดค้างอยู่  บริษัทควรทำให้ส่วนนี้น้อยลง โดยบริหารจัดการวางแผนการผลิต หรือติดต่อกับลูกค้า เพื่อจะได้ไม่ต้องมีมูลค่ารายการไว้เหล่านี้ไว้มากเกินไป
A :  ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ บริษัทจะพยายามดำเนินการให้อย่างดีที่สุด
Q : ค่าสอบทานงบการเงินบริษัทเวียตนามสแตนเลย์ จำนวนเงิน 200,000 บาท  วิธีการจ่ายเงินเป็นอย่างไร?

รูปแบบการตรวจสอบงบการเงินบริษัทเป็นอย่างไร ได้รับการยอมรับตามกฎหมายไทยหรือไม่ ? ขอคำอธิบาย

A : จากการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แล้วมีการลงทุนในบริษัทในต่างประเทศ  บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด จากประเทศไทย จะจัดทำข้อกำหนดในการตรวจสอบแล้วส่งคำสั่งไปยังบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด สาขาในประเทศนั้นๆ ให้ทำการตรวจสอบบัญชี ซึ่งเชื่อมั่นว่าจะทำได้ดีกว่าการส่งผู้สอบจากประเทศไทยไปตรวจสอบเองที่บริษัทในประเทศนั้นๆ ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปรวมทั้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ด้วยส่วนการออกความเห็น ทาง บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด จากประเทศไทย จะเป็นผู้ออกความเห็นทั้งหมด
Q : จากการปฎิบัติที่ผ่านมา มีข้อสังเกตุใดบ้างหรือไม่ หากไม่มี ผู้สอบบัญชีสามารถยอมรับงบการเงินนั้น อาจจะทำให้ไม่ต้องมาคิดค่าบริการในส่วนนี้
A : การตรวจสอบบัญชีนี้ ทาง บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด จากประเทศเวียตนามต้องตรวจตามมาตรฐานการบัญชีของไทย ซึ่งเพิ่มเติมจากที่ตรวจสอบตามปกติมาตรฐานของเวียตนาม จึงทำให้ต้องคิดค่าบริการโดยค่าบริการที่คิดมา ทาง บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด ที่ไทยจะนำมาเรียกเก็บกับบริษัทไทยสแตนเลย์โดยไม่มีการบวกเพิ่มอีก
Q :       1.บริษัทซื้อที่ดินที่ไหน ซื้อเพื่ออะไร ?

  1. นโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 30% ของกำไรสุทธิ บริษัทจะสามารถพิจารณาจ่ายมากกว่านี้ได้หรือไม่ ?
A : เนื่องจากคำถามนี้นอกวาระ จึงขออนุญาตท่านผู้ถือหุ้นตอบคำถาม1.การซื้อที่ดินเป็นบริเวณด้านหลังบริษัท เพื่อขยายกิจการ โดยมีการก่อสร้างโรงงานใหม่ตั้งแต่ปีที่แล้ว และปีนี้มีการก่อสร้างโรงงานผลิตโคมไฟแห่งใหม่อีก 1 โรงงาน

2. จากนโยบายการจ่ายเงินปันผลตามที่แจ้งไว้ไม่ต่ำกว่า 30%  นั้น บริษัทก็ต้องการจ่ายเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่เนื่องจากบริษัทเห็นว่านับจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ตอนนี้จึงเป็นโอกาสที่เหมาะสมในการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงช่วงเวลาที่เหมาะสม บริษัจะมีการพิจารณาอย่างแน่นอน

ตามที่ได้แจ้งถึงการเติบโตของตลาดอาเซียน และเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลง ไทยสแตนเลย์จะมีการปรับตัวเป็นระบบโคมไฟมากขึ้น มีการใช้ LED และระบบใหม่ๆ มากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าให้สินค้า เราจึงมีความจำเป็นต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีใหม่  โดยเราจะบริหารงานให้ธุรกิจเติบโตควบคู่กับการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้อย่างสม่ำเสมอต่อไป

Q : 1.จากตัวเลขการลงทุนปีที่ผ่านมาตามที่แสดงทางวีดีทัศน์ และจากหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 14 หน้า 60 แสดงการซื้อสินทรัพย์รวม 2,845 ล้านบาท  การลงทุนเหล่านี้จะเพิ่มการผลิตได้กี่ % ?  จะเสร็จสิ้นการก่อสร้างโรงงานใหม่เมื่อใด? และ  เป็นสินค้าโคมไฟประเภทใด ?2.จากหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 12 หน้า 55 เรื่องเงินลงทุนในการร่วมค้า แสดงผลต่างจากการแปลงค่างบการเงิน ปี 2561 เท่ากับ 2.35 ล้านบาท คิดเป็น 10% ของราคาตามบัญชีปลายปี (22.71 ล้านบาท) และ ปี 2562 เท่ากับ 1.14 ล้านบาท คิดเป็น5.14% ของราคาตามบัญชีปลายปี (22.17 ล้านบาท) แสดงให้เห็นถึงค่าของเงินที่ลดไป ใช่หรือไม่ ?

และจากหมายเหตุประกอบงบการเงิน ข้อ 11 หน้า 53 เรื่องเงินลงทุนในบริษัทร่วม แสดงผลต่างจากการแปลงค่างบการเงิน ปี 2561 เท่ากับ 103.74 ล้านบาท คิดเป็น 10% ของราคาตามบัญชีปลายปี (1,131.69 ล้านบาท)  และ ปี 2562 เท่ากับ 5.82 ล้านบาท คิดเป็นเพียง 0.43% ของราคาตามบัญชีปลายปี (1,357.93 ล้านบาท) การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้คือการเปลี่ยนแปลงค่าของเงินใช่หรือไม่ ?

A : ทั้งหมดมาจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา ของลาวสแตนเลย์และเวียตนามสแตนเลย์

บริษัทมีการก่อสร้างโรงงานผลิตโคมไฟที่ 7 ส่วนขยาย เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้มีการก่อสร้างโรงงานใหม่ โดยจะลงทุนในเครื่องจักรอุปกรณ์ใหม่ๆ สำหรับโรงงานทั้ง 2 แห่งนี้ ส่วนกำลังการผลิตคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 30%

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่จะผลิตเป็นโคมไฟ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท สำหรับรายละเอียดของผลิตภัณฑ์สำหรับรถยนต์รุ่นใด ยังไม่สามารถตอบได้เนื่องจากเป็นความลับของลูกค้า

โดยจะเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ในอนาคต และ ผลิตภัณฑ์ทดแทนสำหรับรถยนต์รุ่นปัจจุบัน

การลงทุนในครั้งนี้นอกจากเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ใหม่แล้วยังเพื่อการผลิตสำหรับโคมไฟที่จะมีโครงสร้างทางเทคโนโลยีมากขึ้น เช่นการใช้หลอดไฟ LED เป็นส่วนประกอบเพิ่มขึ้น

โรงงานแม่พิมพ์แห่งใหม่จะเริ่มดำเนินการในปีนี้ เพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ที่จะออกใหม่ในอนาคต โดยจะมีการผลิตแม่พิมพ์ภายในเพิ่มขึ้น

บริษัทจะใช้ข้อมูลของลูกค้ามาประกอบในการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต