Profile

คำถามการประชุมนักวิเคราะห์

ถาม :

บริษัทมีกำลังการผลิต และอัตราการใช้กำลังการผลิต เป็นเท่าใด

ตอบ :

ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตแต่ละประเภทผลิตภัณฑ์ดังนี้

หลอดไฟ  90 ล้านชิ้นต่อปี

โคมไฟ  45 ล้านชิ้นต่ปี

แม่พิมพ์  400 ชุดต่อปี

และปัจจุบันบริษัทมีอัตราการใช้กำลังการผลิตอยู่ประมาณ 95%

ถาม :

บริษัทได้รับผลกระทบอย่างไรเมื่อมีการประกาศใช้ FTA

ตอบ :

บริษัทได้รับผลกระทบที่ดีจาก FTA แต่ไม่มากนัก ในส่วนของการนำเข้า

วัตถุดิบบางประเภท จากประเทศญี่ปุ่น

ถาม :

วัตถุดิบหลักของบริษัทคืออะไร และ มาจากที่ใด

ตอบ :

วัตถุดิบหลักของบริษัทคือ เม็ดพลาสติกประเภทต่าง ๆ เช่น Poly Cabonate (PC)Bulk Molding Componund (BMC) , Poly Propylene (PP) , Acrylonitrile Butadiene Styryne (ABS)

บริษัทซื้อวัตถุดิบจากในประเทศเป็นหลักประมาณ 70% ส่วนที่นำเข้าประมาณ 30% ซื้อจากบริษัทในกลุ่มสแตนเลย์

ถาม :

สัดส่วนการขายของแต่ละผลิตภัณฑ์เป็นอย่างไร

ตอบ :

สัดส่วนการขายตามผลิตภัณฑ์โดยประมาณเป็นดังนี้ ผลิตภัณฑ์โคมไฟ 90% , หลอดไฟ  8% และ แม่พิมพ์ 2%

ถาม :

โครงการ ECO Car มีผลกระทบอย่างไรต่อบริษัท

ตอบ :

บริษัทคาดว่าจะได้รับการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเนื่องจากบริษัทที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าวเป็นลูกค้าเดิมของบริษัท

ถาม :

การขายส่งออกของบริษัทเป็นอย่างไร

ตอบ :

ปัจจุบันบริษัทมีการขายส่งออกโดยตรงประมาณ 15 - 20%  เป็นขายขายไปยังประเทศอินโดนีเซีย เวียตนาม ญี่ปุ่น อินเดีย ปากีสถาน ออสเตรเลีย และ ยุโรป

นอกจากนี้จะเป็นการส่งออกทางอ้อมอีกประมาณ 30% โดยบริษัทขายสินค้าให้ผู้ผลิตรถยนต์ที่มีการส่งออกรถยนต์ไปขายต่างประเทศ

ถาม :

ลูกค้าของบริษัทเป็นใครบ้างและปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนทางการตลาดอย่างไร

ตอบ :

ลูกค้าของบริษัทเป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ในประเทศและต่างประเทศ โดยท่านสามารถดูละเอียดเพิ่มเติมให้หน้า Plant & Product

สำหรับสัดส่วนทางการตลาด สำหรับตลาดรถจักรยานยนต์บริษัทมีส่วนแบ่งการตลาด 90% และสำหรับตลาดรถยนต์บริษัทมีส่วนแบ่งประมาณ 60%

ถาม :

ความสามารถในการแข่งขันของบริษัทคืออะไร

ตอบ :

สำหรับความสามารถในการแข่งขันจะเห็นได้ว่า ในส่วนของอุปกรณ์ส่องสว่างยานยนต์เป็นสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตที่สูง ต้องใช้การลงทุนอย่างมาก จึงมีผู้เข้ามาในอุตสาหกรรมนี้น้อยราย และถือได้ว่าบริษัทมีเทคโนโลยีการผลิตที่ครบวงจรมากที่สุด ตั้งแต่การออกแบบจนถึงผลิตเป็นสินค้าและบริษัทยังเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทำให้สามารถระดมทุนได้ในต้นทุนที่ต่ำ ซึ่งส่งเสริมให้บริษัทมีความสามารถในด้านการแข่งขันสูง

ถาม :

บริษัทมีการจัดการด้านต้นทุนอย่างไร

ตอบ :

บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องการควบคุมต้นทุนการผลิตและของเสีย มาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ระบบ SNAP (Stanley New Approach for higher Productivities) ซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะกลุ่มบริษัทสแตนเลย์ โดยจะทำการ

ศึกษาทุกขั้นตอนการทำงานและการผลิตเพื่อค้นหาและขจัดสิ่งสูญเปล่า ซึ่งจากการใช้ระบบ SNAP ส่งผลให้บริษัทสามารถควบคุมต้นทุนการผลิตในระดับที่น่าพอใจ

ถาม :

บริษัทมีนโยบายการลงทุนอย่างไร

ตอบ :

บริษัทมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยในแต่ละปีมีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท ซึ่งประกอบด้วยแม่พิมพ์ และเครื่องจักรอุปกรณ์ เพื่อรองรับการพัฒนาด้านเทคโนโลยีของผลิตภัณฑ์