



คำถามงานประชุมผู้ถือหุ้น
คำถามวาระที่ 2
| Q : |
การลงทุนโครงการ ECO Car เท่าที่ทราบจะลงทุนประมาณ 3,000 ล้านบาท ถูกต้องหรือไม่ ? และ บริษัทจะใช้เงินทุนจากที่ใด ? โครงการนี้จะคืนทุนกี่ปี และ ผลตอบแทนเป็นอย่างไร ? และ การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท จะส่งผลกระทบกับบริษัทและมีวิธีจัดการอย่างไร ? |
| A : |
ในปี 2554 นี้บริษัทตั้งงบประมาณการลงทุนประมาณโดยรวม 3,000 ล้านบาท โดยจะใช้สำหรับ โครงการ ECO Car และส่วนอื่น ๆ ด้วย เนื่องจากลูกค้าต่าง ๆ มีการออก Model ใหม่ ๆ ด้วยเช่นกัน สำหรับแหล่งที่มาของเงินทุน บริษัทจะใช้เงินทุนภายในทั้งหมด จากงบการเงินบริษัทไม่มีเงินกู้มีแต่เงินฝาก และถือเป็นผลจากความกรุณาของผู้ถือหุ้น เนื่องจากแต่ละปีบริษัทจ่ายเงินปันผลไม่มาก และสะสมเงินทุนไว้ เพราะบริษัทคาดการณ์ไว้จะลงทุนจำนวนมากในปีนี้ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ถือเป็นการดำเนินงานแบบ conservative สำหรับการคืนทุน ตามที่บริษัทจะมีการลงทุนจำนวนสูงมากทั้งโรงงาน , เครื่องจักรและอุปกรณ์ แต่เนื่องจากโครงการต่าง ๆ มาไม่พร้อมกัน แต่บริษัทต้องลงทุนส่วนโรงงานไว้ก่อน ทำให้ต้องใช้เวลาในการคืนทุนพอสมควร และบริษัทจะพยายามทำให้ดีที่สุด เรื่องของค่าแรงขั้นต่ำ บริษัทเห็นว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงและมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมมากอาจเกิดการล่มสลาย หรือ การย้ายฐานการผลิต คาดว่ามีความเป็นไปได้แต่เป็นการทยอยปรับขึ้น ทั้งนี้ยังเป็นเรื่องในอนาคต อยากให้รอเวลารัฐบาลจัดตั้งให้เรียบร้อย และมีการประสานงานกับภาคเอกชนและภาคแรงงานก่อน |
| Q : |
ในปีที่ผ่านมายอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น 23% แต่ตลาดรถยนต์เพิ่มขึ้น 64% และตลาดรถจักรยานยนต์เพิ่มขึ้น 23% ทำไมยอดขายของบริษัทจึงเพิ่มไม่เท่ายอดขายของรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ? กำไรของบริษัทเพิ่มขึ้น 49% เมื่อพิจารณาจากต้นทุนขายพบว่าเพิ่มขึ้นเพียง 15% ขณะที่ยอดขายเพิ่มขึ้น 23% เป็นเพราะวัตถุดิบมีการลดราคา หรือ บริษัทใช้กิจกรรม SNAP ช่วยลดต้นทุน ? ในปีก่อนหน้า บริษัทมีการซื้อที่ดินประมาณ 100 ล้าน เพื่อสร้างโรงงานรองรับโครงการ ECO Car และปีนี้มีการซื้อที่ดินเพิ่มอีกประมาณา 200 ล้าน วัตถุประสงค์การซื้อเพราะอะไร ? จากรายงานประจำปี หน้า 76 เรื่องสภาพการแข่งขัน แจ้งว่ามีการแข่งขันค่อนข้างต่ำ และบริษัทใช้กลยุทธด้วยการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพและราคาสมเหตุสมผล โดยกำหนดราคาจากต้นทุนการผลิตบวกกำไรมาตรฐาน อยากทราบว่า กำไรมาตรฐาน คือ กำไรขั้นต้น (Gross Profit ) กี่เปอร์เซ็นต์ ? และ กำไรสุทธิผ(Net Profit) กี่เปอร์เซ็นต์ ? จากรายงานประจำปี หน้า 109 เรื่องค่าใช้จ่ายในการขาย 415 ล้าน เพิ่มขึ้น 30% โดยเพิ่มที่ค่าลิขสิทธิ์ เพิ่มขึ้น 29% ,ค่าใช้จ่ายในการส่งออกและขนส่ง (Export &Transportation) เพิ่มขึ้น 37% ในขณะที่ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้น 23% ทำไมเพิ่มขึ้นต่างกัน ? |
| A : |
ยอดขายของบริษัทเพิ่มขึ้นต่างจากตลาดรถยนต์และรถจักรยานยนต์เนื่องจาก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทไม่ได้มีเพียงสินค้าสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ยังประกอบด้วย หลอดไฟ และแม่พิมพ์ด้วย ซึ่งในปีที่ผ่านมายอดขายหลอดไฟ ลดลง 4.7% เนื่องจากลูกค้าที่ประเทศอินโดนีเซีย ประสบปัญหา และลดการซื้อลง และสำหรับ แม่พิมพ์ ยอดขายลดลง 51% เป็นผลมาจากการออก Model ใหม่ของลูกค้า แต่ละช่วงเวลาต่างกัน บางช่วงเป็นการโอนเข้าเป็นสินทรัพย์มากขึ้นก็จะส่งผลให้มีการขายน้อยลง แต่หากพิจารณาเฉพาะกิจการโคมไฟ ซึ่งเพิ่มขึ้น 29% เป็นโคมไฟสำหรับรถยนต์และรถจักรยานยนต์ และบริษัทไม่ใช่ผู้ผลิตโคมไฟ แต่เพียงผู้เดียว (Monopoly) บางช่วงสินค้าของบริษัทขายดี และขายไม่ดีได้ด้วย จึงไม่สามารถควบคุมการขายไว้ได้ แต่ส่วนที่บริษัทสามารถควบคุมได้คือ กำไร สำหรับต้นทุนขายที่เพิ่มขึ้นน้อยกว่ายอดขายเนื่องจากบริษัทใช้ระบบควบคุมต้นทุนต่าง ๆ มาใช้โดยตลอด ทั้งระบบ SNAP (Stanley New Approach for higher Productivity) เพื่อเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพการผลิต , Kaizen ทั้งการใช้วัตถุดิบ และ การผลิต ทำให้ต้นทุนลดลง รวมถึงระบบ stock ด้วย จะเห็นได้จากงบการเงิน stock ของบริษัทลดลงมาก สำหรับที่ดิน ปีที่ผ่านมาบริษัทซื้อเพิ่มประมาณ 200 ล้านบาท จำนวน 44 ไร่ บริเวณด้านหลังบริษัท เพื่อใช้ในการขยายโรงงาน โดยพิจารณาจาก Order ของลูกค้าและแนวโน้มของอุตสาหกรรมในอนาคต ประกอบกับผู้ขายที่ดินต้องการขายในราคาไม่แพงมาก และบริษัทจะเรียกโรงงานใหม่ว่า Lamp 7 นโยบายการตั้งราคา โดยใช้ราคามาตรฐาน บริษัทไม่สามารถอธิบาย ราคามาตรฐานในที่ประชุมนี้ได้ เนื่องจากจะมีผลต่อลูกค้า ทั้งนี้เป็นการตั้งราคาโดยบริษัทมีการทบทวนและปรับมาตรฐานให้เหมาะสมทุก ๆ ปี ค่าใช้จ่ายในการขายที่เพิ่มขึ้นจากค่าลิขสิทธิ์ ตามสัญญากับบริษัท สแตนเลย์อิเลคทริค จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) บริษัทจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในอัตรา 3% ของยอดขายที่หักด้วยค่าซื้อวัตถุดิบจากบริษัท สแตนเลย์ อิเลคทริค จำกัด เนื่องจากเงินเยนมีการแข็งค่าขึ้นมาก มูลค่าการซื้อวัตถุดิบจากประเทศญี่ปุ่นแพงขึ้น บริษัทจึงมีการพัฒนาในเรื่องการใช้วัตถุดิบภายในประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำนวนมูลค่าซื้อวัตถุดิบจากบริษัทดังกล่าว ที่นำมาเป็นส่วนหักในการคำนวณค่าลิขสิทธิ์ลดลง จึงทำให้ค่าลิขสิทธิ์ที่ต้องจ่ายเพิ่มสูงขึ้น ค่า Export & Transportation เพิ่มขึ้นจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น และมีการส่งออกเพิ่มขึ้นด้วย |
| Q : |
สอบถามเกี่ยวกับรถยนต์รุ่นใหม่ที่บริษัทจะได้ผลิตโคมไฟ ให้ลูกค้า ได้แก่ Honda , Nissan , Toyota และ Suzuki จะเป็นรุ่นใดบ้าง และ ผลิตเมื่อใด ? |
| A : |
ปัจจุบันมีบางรุ่นที่บริษัทได้รับผลิตแล้ว ได้แก่ ไฟเบรกดวงที่ 3 (High Mount Stop Lamp)ของ Honda Brio ส่วนไฟท้ายอยู่ในระหว่างเสนอราคาและรอคำตอบจากลูกค้า เนื่องจากรุ่นนี้มีการนำเข้าไฟท้ายจากประเทศอินเดีย และบริษัทพยายามเสนอ Honda ในเรื่องคุณภาพและราคาเพื่อให้เปรียบเทียบกับการนำเข้า หาก Honda เห็นชอบ อาจจะได้เห็นรถยนต์ Honda Brio ที่มีไฟท้ายของบริษัทในช่วงปลายปี ส่วนลูกค้ารายอื่น ๆ ยังอยู่ในระหว่างเสนอราคาและรอการพิจารณาของลูกค้า ทั้งนี้บริษัทยังไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นความลับทางการค้า |
| Q : |
กำไรที่ยังไม่เกิดขึ้นจากหลักทรัพย์เผื่อขาย เป็นหลักทรัพย์ของบริษัทที่ซื้อคืน หรือหลักทรัพย์ใด ? ในปี 2553 มี ขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตนจำนวน 8 ล้านบาทแต่ในปี 2554 ไม่มี รายการนี้คืออะไร |
| A : |
บริษัทมีการถือหลักทรัพย์ ในบริษัท อีโนเวรับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ฯ บริษัทจะมีการพิจารณาราคาปัจจุบันทุกการปิดรอบบัญชี และปรับมูลค่าที่ขึ้นลงตามราคาหุ้น ทั้งนี้บริษัทไม่มีนโยบายในการขายหลักทรัพย์นี้ จะถือในระยะยาว จากหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 13 หน้า 37 ขาดทุนจากการจำหน่ายสินทรัพย์ไม่มีตัวตน คือ ค่าการออกแบบให้ลูกค้า และลูกค้ามีการยกเลิก ตามกฎบริษัทสามารถปรับจากลูกค้าได้ แต่บริษัทเห็นถึงความสัมพันธ์ระยะยาว จึงรับค่าใช้จ่ายจำนวนนี้มา ทั้งนี้บริษัทก็ได้รับคำสั่งซื้อจากลูกค้ารายนี้ในรุ่นต่อ ๆ มา |
| Q : |
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด เพิ่มสูงขึ้นมาก เพื่อรองรับงาน ECO Car ใช่หรือไม่ |
| A : |
เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดเพิ่มขึ้นจาก 3 ประเด็น ประเด็นแรก มาจากกำไรของบริษัท ประเด็นที่สอง จากการลดสินค้าคงเหลือ (Inventory) เนื่องจากบริษัทใช้ระบบ SNAP (Stanley New Approach for higher Productivity) มาปรับปรุงระบบ Stock และประเด็นที่ สาม จากการลงทุนระยะสั้น เดิมบริษัทมีการฝากเงินในระยะเวลา 3 เดือน – 1 ปี ประมาณ 975 ล้าน และเนื่องจากดอกเบี้ยมีการปรับตัวสูงขึ้นมากและปรับทุกเดือน บริษัทจึงเปลี่ยนระยะการฝากเงินเป็นราย 1 เดือน และ รายสัปดาห์ และลดจำนวนเงินฝากเงินลงทุนระยะสั้นเหลือ 560 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจึงเข้ารายการเงินสด |
| Q : |
โครงการ ECO Car บริษัทได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือไม่ ถ้าได้รับ ได้สิทธิประโยชน์กี่ปี ? บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ในไตรมาสที่เท่าใด ? และจะผลิตเต็มกำลังการผลิต เมื่อใด และจะใช้ระยะเวลาการคืนทุนกี่ปี ? |
| A : |
บริษัทได้รับคำสั่งซื้อโคมไฟ ของโครงการ ECO Car จากบริษัทลูกค้าแล้วได้แก่ Honda , Mitsubishi , Suzuki จากนี้ไปจะดำเนินการขอรับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งมีสิทธิประโยชน์ 8 ปี ในการยกเว้นภาษีการนำเข้าเครื่องจักร และบริษัทจะต้องเข้าไปทำความเข้าใจกับบริษัทลูกค้า และทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เนื่องจากมีการแบ่งเป็นโครงการของบริษัทลูกค้าแต่ละราย ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะได้รับการอนุมัติการส่งเสริมการลงทุน รายได้จากโครงการ ECO Car ขึ้นอยู่กับแผนการผลิตของลูกค้าแต่ละราย ยังไม่สามารถระบุชัดเจนได้ แต่คาดว่าจะมีช่วงต้นปี 2555 เป็นต้นไป การคืนทุนคงต้องพิจารณาเป็นลูกค้าแต่ละรายที่ระยะเวลาโครงการต่างกัน แต่อาจพิจารณาตามข้อกำหนดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่จะต้องผลิตให้ได้ 100,000 คันภายในเวลา 5 ปี บริษัทมีแผนการลงทุนในปีนี้ประมาณ 3,000 ล้านบาท และในปีหน้าคาดว่าจะมีการลงทุนเพิ่มต่อไปในส่วนของรถจักรยานยนต์ |
| Q : |
จากงบการเงิน หน้า 33 ผลต่างจากการแปลงค่างบการเงิน ลดลง 139 ล้านบาท เกิดจากอะไร ? |
| A : |
บริษัทมีการลงทุนในต่างประเทศ ได้แก่ บริษัท เวียตนามสแตนเลย์ อิเลคทริค จำกัด ลงทุน 20% , บริษัท ลาวสแตนเลย์ จำกัด และ บริษัท อินโดนีเซีย สแตนเลย์ พีวีที ส่วนต่างนี้เกิดจากการแปลงค่าเงินตราต่างประเทศ โดยเฉพาะ เงินดอง ของ เวียตนาม ที่ลดลงมาก ผู้สอบบัญชีจึงมีการปรับค่าลง ถือเป็นการขาดทุนในทางบัญชี แต่ในด้านตัวเงินยังไม่เปลี่ยนแปลง |
| Q : |
ขอให้บริษัทชี้แจงเหตุผลการจ่ายเงินปันผล เนื่องจากปีนี้กำไรมากกว่าปีที่แล้ว แต่อัตรา การจ่ายเงินปันผลน้อยลง |
| A : |
ปี 2553 บริษัทจ่ายเงินปันผลในอัตรา 42.81% ทั้งที่มียอดขายและกำไรลดลงตามสภาพเศรษฐกิจ หรือ Demand Shock และในอดีตอัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ในระหว่าง 32 – 36% มาโดยตลอด ทางผู้บริหารจึงไม่ต้องการให้ผู้ถือหุ้นเป็นกังวลกับผลกำไรของบริษัท จึงจ่ายเงินปันผลให้มีอัตราที่สูงกว่าเดิม ทั้งนี้ผู้บริหารมีแนวคิดที่จะจ่ายเงินปันผลในอัตราที่ดีเสมอ แต่ในปี 2554 นี้ตามที่มีการแจ้งเรื่องการลงทุนจำนวนมาก และจะเพิ่มการลงทุนในปีต่อ ๆ ไป ผู้บริหารจึงคิดว่าอัตราการจ่ายเงินปันผล 36.37% เป็นอัตราที่เหมาะสม |
| Q : |
จากปีที่แล้วที่มีผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ ไม่มีสิทธิ์ได้รับเงินปันผลเนื่องจากอยู่ผิดประเภทผู้ถือหุ้น บริษัทควรติดต่อหรือแนะนำให้ผู้ถือหุ้นทราบจะได้รับเงินปันผลออกไป และไม่ติดค้างในงบการเงิน ภาษีเงินได้ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 200 ล้านบาท ขอเสนอให้บริษัทหาทางที่จะทำให้ภาษีเงินได้ลดลงเพื่อจะได้จ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น |
| A : |
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำเรื่องผู้ถือหุ้นที่อยู่ผิดประเภท บริษัทจ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุน (BOI) หมดลง ซึ่งบริษัทมองว่าการจ่ายภาษีเป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ดี รัฐบาลจะได้นำเงินภาษีไปพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ การหลีกเลี่ยงภาษีเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและบริษัทจะไม่ทำ |
คำถามวาระที่ 8
| Q : |
จากสถานการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น ทำให้บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไม่สามารถส่งของมายังประเทศไทยได้ บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไม่สามารถผลิตได้ จากข่าวขณะนี้สถานการณ์กลับสู่ปกติแล้ว ใช่หรือไม่ บริษัทจะผลิตเต็มที่ได้เมื่อใด และแนะนำให้บริษัทแจ้งเกี่ยวกับแผนงานในปีต่อ ๆ ไป |
| A : |
บริษัทขอแจ้งเกี่ยวกับแนวโน้มอุตสาหกรรมรถยนต์ ปี 2554 แม้จะมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่น แต่ส่งผลกระทบในระยะสั้นต่ออุตสาหกรรมรถยนต์เท่านั้น นี้มีการคาดการณ์จะผลิตรถยนต์ 1.8 ล้านคัน และรถจักรยานยนต์ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ประเทศญี่ปุ่น มีการคาดการณ์ยอดผลิต 2.3 ล้านคัน จึงถือเป็นแนวโน้มที่ดี และเนื่องจากธุรกิจอุปกรณ์ส่องสว่างยานยนต์นี้มีผู้ผลิตหลักในประเทศไทยเพียง 2 ราย ซึ่งถือได้ว่าทั้งสองบริษัทจะได้รับประโยชน์จากการแนวโน้มที่ดีนี้ จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศญี่ปุ่นได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ได้ ซึ่งได้เกิดในช่วงที่ประเทศไทยเน้นการส่งออกเป็นหลัก ทำให้ได้รับผลกระทบมาก ประเทศญี่ปุ่นก็ได้เร่งแก้ไขปัญหาให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว ในระยะแรกมีการคาดการณ์จะกลับสู่ปกติได้ในช่วงปลายปี แต่จากการช่วยเหลือจากประเทศต่าง ๆ ทำให้เกิดการฟื้นตัวได้เร็วขึ้น จะเห็นได้จากการส่งมอบชิ้นส่วนในเดือนเมษายน – พฤษภาคม 2554 ไม่สามารถส่งมอบได้ แต่ปัจจุบันการส่งมอบชิ้นส่วนต่าง ๆ สามารถส่งมอบได้ประมาณ 90% และคาดการณ์ว่าการผลิตของผู้ผลิตรถยนต์ต่าง ๆ จะกลับสู่ปกติ 100% ในเดือนกันยายน 2554 และจะผลิตเพิ่มขึ้นในเดือนตุลาคม 2554 สำหรับบริษัทในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนก็จะดำเนินงานเพื่อรองรับการผลิตที่จะเพิ่มขึ้นโดยการสร้างโรงงานใหม่ และยังคงรักษาเรื่องคุณภาพ และการส่งมอบให้ตรงเวลา เพื่อสร้างความไว้วางใจจากบริษัทลูกค้า โดยจะพยายามทำงานอย่างเต็มที่ และขอความร่วมมือจากผู้ถือหุ้นในการชี้แนะการดำเนินงานของบริษัทด้วย |